ไทยโพสต์

หนิงโป ขยายเส้นทางสายไหมทางทะเล ยกระดับเมืองท่าสู่ศูนย์กลาง ‘การผลิตอัจฉริยะ’ ระดับโลก

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมืองหนิงโป ประเทศจีน และกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ได้ร่วมกันจัดงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “Encounter & Insight: Dialogue Between Ningbo, China and Colombo, Sri Lanka” ณ กรุงโคลัมโบ เพื่อหารือเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองท่าแบบบูรณาการ ตลอดจนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

การเจรจาข้ามมหาสมุทรในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเส้นทางสายไหมทางทะเล แต่ยังเป็นการวางรากฐานการพัฒนาสู่สากลในรูปแบบใหม่ โดยปัจจุบันหนิงโปในฐานะท่าเรือต้นทางสำคัญ กำลังขับเคลื่อนการค้าโลกยุคใหม่ด้วย “การผลิตอัจฉริยะ”

โครงสร้างการค้าที่เปลี่ยนไป: จากสินค้าดั้งเดิมสู่อุปกรณ์ไฮเทค

ในอดีต เรือสินค้าจากท่าเรือหมิงโจว (หนิงโปในปัจจุบัน) เดินทางผ่านซีลอน (ศรีลังกา) เพื่อขนส่งเครื่องเคลือบดินเผาศิลาดล แลกเปลี่ยนกับอัญมณีและเครื่องเทศ แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างสินค้าส่งออกของหนิงโปได้เปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มตัว โดยมีสถิติตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

  • อุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์อุตสาหกรรม: ในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 440 ล้านหยวน เติบโตขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์: ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ มูลค่าการส่งออกแตะระดับ 2.47 แสนล้านหยวน (เพิ่มขึ้น 4.1%) คิดเป็น 58.0% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเมือง
  • ภาคพลังงานใหม่: การส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ลิเธียม และโซลาร์เซลล์ เติบโตขึ้น 138.4% โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีอัตราการเติบโตสูงถึง 215.9%

นวัตกรรมล้ำสมัยและโซลูชันครบวงจรในตลาดสากล

ภายในงานนิทรรศการ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอัจฉริยะของหนิงโปได้รับความสนใจอย่างมาก อาทิ แว่นตาแปลภาษาด้วย AI อุปกรณ์เอาท์ดอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าดิจิทัล ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อย่าง “มาตรวัดน้ำอัจฉริยะ” ของหนิงโป ได้ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในศรีลังกา

ด้วยศักยภาพการขนถ่ายสินค้าของท่าเรือโคลอมโบ ช่วยให้สินค้าเทคโนโลยีจากหนิงโปสามารถกระจายต่อไปยังภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่หนิงโปนำเสนอในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวสินค้า แต่เป็นโซลูชันแบบบูรณาการที่รวมเทคโนโลยี แบรนด์ และบริการเข้าด้วยกัน

บทบาทของกลุ่ม “ห้าพยัคฆ์น้อย” กับการยกระดับอุตสาหกรรม

ท่ามกลางความท้าทายจากมาตรการกีดกันทางการค้า ภาคการผลิตของหนิงโปได้เปลี่ยนผ่านจากการรับจ้างผลิต (OEM) ต้นทุนต่ำ สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยใช้เวลากว่าทศวรรษในการปรับโฉมโรงงานสู่ระบบดิจิทัลและพัฒนาสายการผลิตอัตโนมัติขั้นสูง (Dark Factory)

ฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จนี้คือ กลุ่มวิสาหกิจเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญสูง หรือที่เรียกว่า “ห้าพยัคฆ์น้อย” (Five Little Tigers) ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะตัว เช่น อุปกรณ์ตรวจพินิจขั้นสูง วัสดุทนความร้อน และสารเคลือบอุตสาหกรรม ศักยภาพด้านนวัตกรรมนี้ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่นให้กับหนิงโปในเวทีโลก

เชื่อมโยงการค้าผ่านการสื่อสารทางวัฒนธรรม

หนิงโปได้นำกลยุทธ์ “การค้าควบคู่วัฒนธรรม” มาใช้ โดยการเปิดตัว “พื้นที่วัฒนธรรมหนึ่งเมตร” (One-Meter Cultural Space) แห่งแรกในศรีลังกา ซึ่งเป็นมุมจัดแสดงวัฒนธรรมขนาดเล็กภายในสาขาของบริษัทจีนในต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติได้สัมผัสทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยและเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของหนิงโปไปพร้อมกัน ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้ยกระดับสู่การเป็นสายใยผูกพันระหว่างผู้คนและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

จากเครื่องเคลือบดินเผาในอดีตสู่อุปกรณ์อัจฉริยะในปัจจุบัน หนิงโปยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความเปิดกว้างและการเป็นเมืองท่าสำคัญ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หนิงโปได้สร้างรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ขยายเครือข่ายผ่านท่าเรือทั่วโลก และใช้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อม เส้นทางการค้าสายใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตอัจฉริยะนี้ ไม่เพียงแต่ปรับโฉมเศรษฐกิจของหนิงโปเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบการพัฒนาสำหรับเมืองท่าและภาคการผลิตของจีนในการก้าวสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน