การประชุมจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมวิชาการว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 10 (10th East Asian Agricultural Cultural Heritage Symposium) ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีส่งเสริมมรดกทางการเกษตร คนรุ่นใหม่ร่วมสร้างสรรค์อนาคต” (Technology Empowers Agricultural Heritage, Youth Co-creates the Future) โดยมุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะทำให้มรดกทางการเกษตรสามารถดำรงคุณค่าและตอบโจทย์การพัฒนาในโลกปัจจุบัน
ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้แทนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตัวแทนจากพื้นที่ที่ได้รับการรับรองภายใต้ระบบมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS) จากหลายภูมิภาค นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในจีนและต่างประเทศ รวมถึงผู้แทนจากภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชน
แลกเปลี่ยนแนวทางใช้เทคโนโลยีดูแลมรดกเกษตร
หนึ่งในประเด็นหลักของการประชุมคือบทบาทของนวัตกรรมในการอนุรักษ์ระบบเกษตรกรรมดั้งเดิม โดยวิทยากรและผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้พื้นที่มรดกทางการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูชนบท รวมถึงการเชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
วิทยากรสำคัญ ได้แก่ เฌเรมี อึมเบียรามาจี (Jeremy Mbiaramadji) ผู้ประสานงานอาวุโสประจำสำนักเลขาธิการ GIAHS แห่ง FAO, คาซุฮิโกะ ทาเคอุจิ (Kazuhiko Takeuchi) ศาสตราจารย์ประจำ Institute for Future Initiatives แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว และประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมศึกษามรดกทางการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก (East Asian Agricultural Heritage Studies Association) และ อี ยุน-แจ (Lee Youn-Jae) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน และประธานร่วมของสมาคมศึกษามรดกทางการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออก
เนื้อหาการประชุมอาศัยทั้งงานวิจัยล่าสุดและกรณีศึกษาจากพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออก เพื่อสำรวจแนวทางใหม่ในการรักษาภูมิปัญญาที่สั่งสมมายาวนาน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนามรดกทางการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
จื่อเชว่เจี๋ย ตัวอย่างมรดกเกษตรที่ยังมีชีวิต
นาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ย ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของเมืองโหลวตี้ สะท้อนให้เห็นว่าระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมสามารถดำรงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาในปัจจุบันได้อย่างไร โดยนาขั้นบันไดแห่งนี้สร้างขึ้นบนไหล่เขามานานกว่า 2,000 ปี และเป็นผลจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมการปลูกข้าวของจีนตอนใต้กับวิถีการล่าสัตว์และการประมงของกลุ่มชาติพันธุ์เหมียวและเย้า
พื้นที่ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ภายใต้ระบบมรดกทางการเกษตรโลก และถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างชลประทานมรดกโลกยุคแรก ๆ ของจีน ขณะเดียวกันยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชุมชนในท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมืองโหลวตี้ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามและอนุรักษ์พื้นที่นาขั้นบันได ทั้งเซนเซอร์ Internet of Things (IoT) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) ซึ่งช่วยเพิ่มเครื่องมือสำหรับดูแลระบบเกษตรกรรมที่สืบทอดกันมาหลายพันปี
ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับพื้นที่มากขึ้น เช่น “โครงการอุปถัมภ์ผืนนา” (adopt-a-paddy) การผลิตข้าวที่สามารถตรวจสอบกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน และโครงการศึกษาวิถีเกษตรกรรมเชิงประสบการณ์
แนวทางเหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจและการเรียนรู้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นสื่อสารองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนกับผู้คนจากทั่วโลก
การประชุมครั้งที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่นำประสบการณ์จากนาขั้นบันไดจื่อเชว่เจี๋ยมาสู่การแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศในการสืบสานมรดกทางการเกษตรให้สามารถสร้างคุณค่าได้ต่อเนื่องในอนาคต