ไทยโพสต์

จีนชูแนวทางอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ผสานเทคโนโลยีและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน บนเวที Liangzhu Forum

การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปกป้องโบราณสถานจากความเสียหาย แต่ยังต้องหาวิธีทำให้มรดกเหล่านั้นเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนและการพัฒนาชุมชนได้อย่างเหมาะสม แนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม (Liangzhu Forum) ครั้งที่ 4 ซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในยุคสมัยของเรา”

แหล่งโบราณคดีเหลียงจู่ในเขตอวี่หาง นครหางโจว เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณและอารยธรรมการทำนาข้าวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี โดยในปี 2562 ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 90 ปีแห่งการค้นพบแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ด้วย

เชื่อมแหล่งโบราณคดีกับวิถีชีวิตของชุมชน

ระเบียงวัฒนธรรมเหลียงจู่ (Liangzhu Cultural Corridor) เป็นตัวอย่างของการบูรณาการการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับชีวิตประจำวันของประชาชน โดยมีซากเมืองโบราณเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงแหล่งประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ หมู่บ้าน และอุทยานสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

แนวทางนี้มุ่งรับมือกับความท้าทายที่แหล่งมรดกโลกหลายแห่งเผชิญอยู่ นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองพื้นที่กับการเปิดโอกาสให้สังคมเข้าถึง หากจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวดเกินไป แหล่งมรดกอาจกลายเป็นพื้นที่ที่แยกขาดจากชุมชนโดยรอบ ขณะที่การพัฒนาที่มากเกินไปก็อาจสร้างความเสียหายต่อโบราณสถานได้เช่นกัน

แหล่งโบราณคดีเหลียงจู่จึงต่อยอดทรัพยากรทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนในชุมชน โดยมุ่งให้การอนุรักษ์ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนเกื้อหนุนกัน

ใช้เทคโนโลยีและงานสร้างสรรค์ทำให้มรดกเข้าถึงผู้คน

การนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดแสดงโบราณวัตถุ แต่ยังรวมถึงการนำองค์ประกอบจากอดีตมาพัฒนาเป็นประสบการณ์และผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น การนำลวดลายจากเครื่องหยกโบราณมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม และการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) เพื่อให้ผู้เข้าชมสัมผัสบรรยากาศของเมืองโบราณเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อนได้อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ตลาดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเหลียงจู่ยังผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตั้งแต่การต่อยอดทรัพยากรทางวัฒนธรรมไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาด แนวทางดังกล่าวช่วยขยายช่องทางในการถ่ายทอดคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เหลียงจู่ ฟอรัม เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางอนุรักษ์ระดับนานาชาติ

ประเด็นการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเหลียงจู่ ฟอรัม ครั้งที่ 4 ซึ่งมีแขกผู้มีเกียรติจากจีนและนานาประเทศหลายร้อยคนเข้าร่วม ภายในงานมีการประชุมหลัก การประชุมย่อย 5 เวที และกิจกรรมสนับสนุนอีก 5 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาอารยธรรมยุคแรก การเสนอชื่อแหล่งมรดกเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ การส่งคืนโบราณวัตถุที่สูญหาย ไปจนถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวในแหล่งมรดกอย่างยั่งยืน

การประชุมหลักยังมีการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเผยแพร่ผลการศึกษาจากโครงการวิจัยว่าด้วยต้นกำเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำแยงซี ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ เปิดโอกาสให้ศิลปิน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และเยาวชนจากหลากหลายประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม

ในกิจกรรมด้านศิลปะ ศิลปิน 25 คนจาก 14 ประเทศได้เดินทางมายังนครหางโจวและเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลก ได้แก่ ซากโบราณสถานเมืองเหลียงจู่ ทะเลสาบซีหู และคลองใหญ่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจากสถานที่จริง ขณะที่เวทีเสวนาสำหรับเยาวชนเปิดโอกาสให้เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนและผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนความรู้กับนักเรียนนักศึกษาเกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจระหว่างอารยธรรม

สืบสานภูมิปัญญาโบราณให้มีบทบาทในสังคมร่วมสมัย

เหลียงจู่ ฟอรัม จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2566 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางอารยธรรมระหว่างจีนกับประเทศพันธมิตรภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) โดยที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 1,300 คนจาก 115 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการวิจัยทางโบราณคดี การแลกเปลี่ยนนิทรรศการโบราณวัตถุ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์

การพัฒนาเหลียงจู่แสดงให้เห็นถึงความพยายามเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตของชุมชน ขณะที่เวทีฟอรัมทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแสวงหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านการอนุรักษ์ร่วมกัน เพื่อให้มรดกจากอดีตยังคงมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในอนาคต