ความสำคัญของเมนูนี้ถูกถ่ายทอดผ่านคำกล่าวของ หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตเฉียนตงหนาน ที่ว่า “หากไม่ได้กินซุปเปรี้ยวเพียงสามวัน เราแทบจะเดินไม่ไหว” ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันอันลึกซึ้งที่ชาวท้องถิ่นมีต่ออาหารชนิดนี้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ไม่เพียงแต่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมอาหารชนชาติเหมียวและชนชาติต้งเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจวอีกด้วย
ความนิยมของซุปเปรี้ยวไขหลี่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสไวรัลของการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านอย่าง Village Super League และ Village Basketball Association ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาลิ้มลองเมนูนี้ ส่งผลให้อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 มีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวน
ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมคุณภาพของซุปเปรี้ยวคือระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเฉียนตงหนาน ซึ่งมีพื้นที่ป่าไม้ครอบคลุมกว่า 70% และมีแหล่งน้ำธรรมชาติกว่า 2,900 สาย ที่มีคุณภาพติดอันดับต้น ๆ ของจีน สภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์นี้เอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติที่เป็นสูตรลับเฉพาะ นอกจากนี้ ซุปเปรี้ยวไขหลี่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติ ขณะที่เทคนิคการปรุงซุปปลาเปรี้ยวแบบดั้งเดิมยังถูกยกย่องให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ โดยมีเมืองไขหลี่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว”
ปัจจุบันเขตเฉียนตงหนานได้ยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตครบวงจร มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย รองรับกำลังการผลิตได้มากกว่า 290,000 ตันต่อปี พร้อมระบบสนับสนุนทั้งด้านการวิจัย นโยบาย และการคมนาคมที่เข้มแข็ง จนดึงดูดความสนใจจากบริษัทชั้นนำระดับประเทศ อาทิ ไห่เทียน (Haitian) และนิวโฮป (New Hope) ให้เข้ามาร่วมลงทุน
เพื่อต่อยอดความสำเร็จ ภายในงานครั้งนี้ยังมีการประกาศมาตรการอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมเปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญอีก 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 180 ล้านหยวน ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบสายการผลิตอัจฉริยะและร้านอาหารรูปแบบใหม่ การรุกตลาดในเวทีระดับโลกครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากอาหารพื้นถิ่นสู่การเป็นอุตสาหกรรมอาหารระดับสากลที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างยั่งยืน