ไทยโพสต์

ฝูโจวใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะพลิกโฉมประมงทะเลลึก เชื่อมอุตสาหกรรมสู่ห่วงโซ่โลก

เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน กำลังเร่งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดการทรัพยากรทางทะเล ควบคู่กับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การทำประมงและการเพาะเลี้ยงในน่านน้ำลึก ไปจนถึงการแปรรูปอาหารและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน

ทิศทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “ฝูโจวเมืองทะเล” ซึ่งเริ่มดำเนินการมากว่า 3 ทศวรรษ และเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนผ่านการประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลก (World Maritime Equipment Conference) ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นในเมืองฝูโจว ระหว่างวันที่ 16–19 ตุลาคม ภายใต้ธีม “Green, Smart and Collaborative: Navigating a Shared Blue Ocean” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ และส่งเสริมความร่วมมือ

เทคโนโลยีอัจฉริยะเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์มทะเล

หนึ่งในแนวทางสำคัญของฝูโจวคือการพัฒนา “ฟาร์มปศุสัตว์ทางทะเล” อัจฉริยะ ด้วยแพลตฟอร์มเพาะเลี้ยงแบบจมน้ำได้ หุ่นยนต์ทำความสะอาดตาข่าย และอุปกรณ์สำรวจใต้น้ำ เพื่อจัดการปัญหาการเกาะสะสมของเพรียงและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดูแลอุปกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นอกจากการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ใต้น้ำแล้ว ฝูโจวยังพัฒนาเครือข่ายตรวจวัดข้อมูลทางทะเลแบบบูรณาการ โดยผสานข้อมูลจากทุ่นสำรวจมหาสมุทร สถานีวัดระดับน้ำขึ้นน้ำลง เครือข่าย 5G ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม และระบบวิเคราะห์ภาพด้วย AI เพื่อช่วยลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสภาพทะเล รวมถึงการเตือนภัยและรับมือพายุไต้ฝุ่นกับสภาพอากาศรุนแรง

การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ดำเนินควบคู่กับการปรับปรุงกลไกภาครัฐ ทั้งการลดขั้นตอนอนุมัติใช้พื้นที่ทางทะเล การนำร่องจดทะเบียนสิทธิในทรัพย์สินสำหรับแพลตฟอร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลลึก และมาตรการทางการเงินที่ช่วยบรรเทาปัญหาต้นทุนก่อสร้างและการจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์นอกชายฝั่งขนาดใหญ่

เชื่อมประมงทะเลลึกกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ

ฝูโจวขยายบทบาททางเศรษฐกิจจากชายฝั่งสู่น่านน้ำนอกชายฝั่ง พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น

ในมอริเตเนีย บริษัทฝูโจว หงตง ฟิชเชอรี (Fuzhou Hong Dong Fishery) ได้ลงทุนรวม 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างฐานประมงน่านน้ำไกลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จีนเคยมีในต่างประเทศ และสร้างงานในพื้นที่มากกว่า 2,000 ตำแหน่ง

ขณะที่โครงการ “สองประเทศ สองนิคม” ระหว่างจีนกับอินโดนีเซีย ครอบคลุมพื้นที่ตามแผน 61 ตารางกิโลเมตร และมีภาคธุรกิจเปิดดำเนินงานแล้วกว่า 250 แห่ง โครงการนี้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยเชื่อมโยงการทำประมง การแปรรูปอาหาร และห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน

ความร่วมมือทั้งสองกรณีสะท้อนแนวทางการขยายอุตสาหกรรมทางทะเลจากกิจกรรมเฉพาะด้านไปสู่การเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ พร้อมเปิดโอกาสให้ฝูโจวต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปสู่ความร่วมมือในระดับนานาชาติ

วางรากฐานเศรษฐกิจทางทะเลระยะยาว

ฝูโจวเป็นหนึ่งในเมืองแรก ๆ ของจีนที่นำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลมาใช้ โดยปัจจุบันเป็นเขตสาธิตระดับชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเล มีมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมทางทะเล (GOP) สูงที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยนอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่มเมืองชั้นนำของประเทศ

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 เศรษฐกิจทางทะเลของฝูโจวเติบโตเฉลี่ย 6.9% ต่อปี และมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง โดยมีอัตราการมีส่วนร่วมเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี

ผลลัพธ์ด้านการผลิตสะท้อนให้เห็นจากมูลค่าผลผลิตภาคประมงในปี 2568 ซึ่งทะลุ 70,000 ล้านหยวนเป็นครั้งแรก และการครองอันดับหนึ่งของประเทศต่อเนื่อง 31 ปี การประชุมอุปกรณ์ทางทะเลโลกในปีนี้จึงเป็นอีกเวทีที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของฝูโจว ซึ่งมุ่งผสานเทคโนโลยี การสนับสนุนจากภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขยายศักยภาพเศรษฐกิจทางทะเลในระยะยาว