บทบาทสำคัญของกลไกนี้คือการเป็นศูนย์กลางสื่อสารข้ามพรมแดนที่มุ่งเน้นการบูรณาการนโยบายและการแบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้นครฉงชิ่งและอาเซียนกระชับความสัมพันธ์สู่การเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีการกำหนดรายชื่อผู้ประสานงานเฉพาะด้านเพื่อความเป็นเอกภาพในการส่งผ่านข้อมูลกฎระเบียบการค้า โลจิสติกส์ และการลงทุน ตลอดจนการให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาคอขวดเชิงปฏิบัติให้แก่ภาคเอกชนอย่างตรงจุด
ปัจจุบันนครฉงชิ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานหลักของ ILSTC ที่เชื่อมโยงเมือง 75 แห่งและสถานีรถไฟ 164 แห่งในจีน เข้ากับท่าเรือ 584 แห่งใน 127 ประเทศทั่วโลก โดยในโอกาสนี้ยังได้มีการเสนอ “ข้อริเริ่มฉงชิ่ง” ที่มุ่งขยายความร่วมมือทั้งในมิติเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และบิ๊กดาต้า มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเรือและศุลกากร เพื่อลดต้นทุนทางการค้าและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน
นอกจากความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ข้อริเริ่มดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของโครงการ ILSTC ที่ก้าวข้ามจากการเชื่อมต่อทางกายภาพไปสู่การสอดประสานด้านกฎระเบียบและความเข้าใจระหว่างกัน ตามหลักการปรึกษาหารือและพัฒนาร่วมกันระหว่างจีนและสมาชิกอาเซียนอย่างยั่งยืน